เป็นธรรมดาที่นักวางแผนทุกๆ คน ล้วนต้องการได้ผลงานที่ดี (ประหยัดภาษี) แต่ในทางปฏิบัติใช่ว่านักวางแผนภาษีเหล่านี้จะบรรลุเป้าหมายอย่างมี ประสิทธิภาพ
กูรูทางภาษีอากร จึงใคร่ให้อุทาหรณ์เป็นบัญญัติ 6 ประการ แก่นักวางแผนภาษี (ที่ดี) ทั้งหลายให้พึงระลึก ระวัง และใส่ใจ ดังนี้ครับ
(1) แผนภาษีไม่ควรสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนเกินเหตุ ตัวอย่างเช่น การจัดตั้งศูนย์อำนวยการใหญ่ในต่างแดน (Offshore Trusts) ซึ่งมองดูแปลกๆ และขัดกับสามัญสำนึก ซึ่งท้ายที่สุดก็มักถูกสรรพากรตามจ้องดมกลิ่นจนไร้ความสุขชั่วนิรันดร์
(2) ต้องมุ่งเป้าหมายใหญ่ที่โดนใจ โดยมุ่งจับประเด็นที่มีสาระสำคัญ (Materiality) เช่น มีนัยทางด้านเม็ดเงินสูงๆ หรือมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ขององค์กร เป็นต้น ซึ่งต้องไม่ลืมถามตัวเองและประเมินว่า กรณีดังกล่าวจะมีประเด็นข้อกฎหมาย/ข้อโต้แย้งกับสรรพากรหรือไม่อย่างไร
(3) แผนภาษีต้องโปร่งใสไร้ราคี ไม่ว่าจะเปิดเผยแนวทางดังกล่าวต่อผู้ใด (สรรพากรหรือบุคคลที่สาม) ก็ล้วนได้รับการผงกหัวยอมรับโดยดุษฎี ไม่มีข้อโต้แย้งกังขาทางกฎหมายใดๆ
(4) ต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการตีความ เช่น ถ้าเป็นประเด็นข้อกฎหมาย ก็ควรต้องได้รับความเห็นพ้องจากสรรพากร หรือมีฎีกาสนับสนุน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษี เป็นต้น ซึ่งถ้ายังไม่ได้รับคำตอบที่มั่นใจ ก็คงต้องพับแผนดังกล่าวใส่ลิ้นชักไว้ดีกว่า
(5) แผนที่ดีต้องสามารถปฏิบัติได้ มิใช่เป็นเพียงรายงานในแผ่นกระดาษ โดยไม่เคยทดสอบผลในทางปฏิบัติให้ทะลุปรุโปร่ง ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง พิถีพิถันทุกขั้นตอน เพราะความหละหลวมเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลเสียหายได้ในภายหลัง
(6) ต้องระวังศัพท์เฉพาะของแต่ละวิชาชีพ อาจทำให้หลงประเด็นหรือเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของเรื่อง เพราะแต่ละแขนงวิชาชีพอาจมีศัพท์แสงหรือภาษาเทคนิคที่ใช้เฉพาะในวงการนั้นๆ ซึ่งอาจมีความหมายหรือสาระแตกต่างจากข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมายได้
เรื่อง : อมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์