วงดนตรี สถิตในใจตลอดกาล

24 02 2008

คาราวาน เป็นวงดนตรี เพลงเพื่อชีวิตวงแรกๆ ของประเทศไทย ถือกำเนิดมาจากการรวมวงดนตรีสองวงคือทอเสนและสัญจรและบังกลาเทศแบนด์.

คาราวานมีซิงเกิลแรกออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2518 ชื่ออัลบั้ม คนกับควาย ออกจำหน่ายราว 500 แผ่น ราคาแผ่นละ 25 บาท.

ในยุคมืดของประเทศไทย คือ เหตุการณ์ 14 ตุลา และ เหตุการณ์ 6 ตุลา นั้นวงคาราวานเป็นวงดนตรีที่แต่งเพลงออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างจริงจัง

และอาจจะเป็นวงดนตรีวงเดียวจากเหตุการณ์สมัยนั้นที่ยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

สมาชิกยุคแรกของวงคาราวานประกอบไปด้วย สุรชัย จันทิมาธร (หงา) ร้องนำ, วีระศักดิ์ สุนทรศรี (แดง) เล่นกีตาร์, ทองกราน ทานา (อืด) เล่นกีตาร์ลีด ฟลุต และร้องประสาน, มงคล อุทก (หว่อง) เป่าเมาท์ออร์แกน พิณ และร้องประสาน นอกจากนั้นยังมีสมาชิกชั่วคราวคนอื่นๆ เช่น พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ (หมู) อู๊ด ยานนาวา ชัคกี้ ธัญญรัตน์ อีกด้วย

เพลงของคาราวานโดยส่วนใหญ่แต่งโดยหงา ยกเว้นบางบทเพลงเช่น

ผลงานของคาราวาน

อั้ลบั้ม ในนาม คาราวาน
- คนกับควาย
- อเมริกันอันตราย
- มารครองเมือง
- บ้านนาสะเทือน
- คนตีเหล็ก
- 1985
- บันทึก 12 ปี คาราวาน
- คนไกลบ้าน
- ยูเอส อิน แจแปน
- อานนท์
- กลับมาเถิด
- ตุลา–คม

อั้ลบั้ม แสดงสด
- คอนเสิร์ต ฟอร์ ยูนิเซฟ
- คอนเสิร์ต กึ่งศตวรรษธรรมศาสตร์
- คอนเสิร์ต ไลว์ อิน แจแปน
- คอนเสิร์ต 15 ปี คาราวาน
- อิเล็คทริค ไลว์ อิน แวนคูเวอร์
- เพลงนอกรอบ
- คอนเสิร์ต 20 ปี คาราวาน
- คาราวาน แจม อิน แจแปน
- คอนเสิร์ต 25 ปี คาราวาน
- คอนเสิร์ต ดนตรีสู่กระแสโลก
- คอนเสิร์ต ให้พ่อและเพื่อน
- คอนเสิร์ต ดนตรียอดหญ้าไหว
- คอนเสิร์ต มิตรภาพคาราวาน
- คอนเสิร์ต โลกร้อน คนละลาย





คำคม

18 01 2008

The quickest way of ending a war is to lose it.
วิธีเร็วที่สุดในการยุติสงครามคือ การแพ้มัน
- George Orwell -
- จอร์จ ออร์เวลล์ -
1903-1950

 

 

Worry doesn’t help tomorrow’s troubles, but it does ruin today’s happiness.
ความวิตกไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาของวันพรุ่งนี้ แต่มันทำลายความสุขของวันนี้
- นิรนาม -





คุณสมบัติของลูกน้องที่จะถูกเลื่อนขึ้นให้เป็นหัวหน้างาน

5 12 2007

ถ้าเราจะเลื่อนตำแหน่งลูกน้อง ขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน บุคคลผู้นั้นควรจะมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง 

ประการแรก บุคคลนั้นต้อง ไม่ลำเอียง เพราะถึงเขาจะเก่งงานขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าเขาลำเอียงเสียแล้ว เมื่อเขาขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน เดี๋ยวเขาก็ทำหน่วยงานนั้นพังหมด คนเก่งแต่ลำเอียง ฝีมือดี เก่งขนาดไหนก็ทำให้หน่วยงานพังซะจนได้ เพราะฉะนั้นอย่าเอาขึ้นไปเป็นหัวหน้า

 

ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน ที่ว่าไม่ลำเอียงเป็นอย่างไร…คือ ผู้ที่ไม่มีความลำเอียง ดังต่อไปนี้

 

1.ลำเอียงเพราะรัก  คือ ประเภทที่ชอบเล่นพวกเล่นพ้อง พูดง่ายๆ เอาคนชอบเล่นพวกเล่นพ้องมาเป็นหัวหน้าหน่วยงาน เดี๋ยวก็ทำงานพัง ดูเผินๆ คนพวกนี้มีมนุษยสัมพันธ์ แต่จริงๆไม่ใช่ ถ้าหันหน้าหน่วยงานเล่นพวกแล้ว งานก็จะพัง คือ จะมีคนประจบสอพลอ หรือคนคุณภาพไม่ถึง มาอยู่เต็มไปหมด แล้วคุณจะพัง

 

2.ลำเอียงเพราะชัง คือ ประเภทที่ตัวเองฝีมือดี แต่ว่า…ถ้าได้โกรธใครล่ะก็…ผูกอาฆาตเลย ใครไม่ถูกใจ…จะจงเกลียดจงชัง ขังลืมเอาไว้ในใจ ใครทำให้ไม่ถูกใจสักหน่อย…คนคนนั้น ชาตินี้ทำอะไรก็ไม่ถูกตลอด อย่างนี้ก็ให้ไปเป็นหัวหน้าคนไม่ได้

 

3.ลำเอียงเพราะกลัว คือ ประเภทที่กลัวเส้นก๋วยเตี๋ยว กลัวเส้นกวยจั๊บ พูดง่ายๆ คนพวกนี้ พอมีลูกน้องที่หัวแข็งสักหน่อย ไม่กล้าว่า ไม่กล้าเตือน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ถือว่า ลำเอียงเพราะกลัว เราได้คนอย่างนี้ขึ้นมา หน่วยงานก็รวน

 

4.ลำเอียงเพราะโง่ ตรงนี้ยากหน่อย การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะไม่ลำเอียงเพราะโง่นี่…ตรงนี้ยากนะลูกนะ…เพราะอะไร…เพราะทุกคนในโลกไม่ได้เป็นสัพพัญญู คือรู้ไม่หมดทุกอย่าง โอกาสที่จะลำเอียงเพราะโง่จึงมีมาก

 

สรุป การเลือกคนที่จะไม่ลำเอียง เพื่อมาขึ้นเป็นหัวหน้า หลักง่ายๆก็คือ

1.ดูว่า เขาไม่เล่นพรรคเล่นพวก 

2.ดูว่า เขาไม่ใช่เป็นคนที่อาฆาตคน 

3.ดูว่า เขากล้าเตือนคน กล้าเตือนลูกน้อง

4.ดูว่า เขาเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน รักการค้นคว้า รักความก้าวหน้า และใครก็สามารถจะเตือนเขาได้

 

คนอย่างนี้ คือ เป็นคนที่มีแววว่าจะไม่ลำเอียง พร้อมที่จะเป็นหัวหน้า

 

ประการที่สอง บุคคลที่จะขึ้นเป็นหัวหน้างานได้ ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่คุณต้องระมัดระวังไว้ พวกที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีนั้น ส่วนมากฝีมืองาน หรือความทุ่มเทในงาน มักจะหย่อน ในขณะที่ผู้ที่ทุ่มเทกับงานอย่างชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มนุษยสัมพันธ์มักจะหย่อน  พูดง่ายๆ ถ้าดีในเรื่องงานล่ะก็ มนุษยสัมพันธ์จะหย่อน ถ้ามนุษยสัมพันธ์ดีล่ะก็ งานจะหย่อน ตรงนี้เราต้องชั่งใจให้ดี ถ้าชั่งใจไม่ดี เดี๋ยวมันพลาดไป แน่นอนเราอยากได้ทั้งมนุษยสัมพันธ์ก็ดี การทุ่มเทกับงานก็ดี ถ้าได้อย่างนี้มันก็วิเศษ แต่…มันไม่ง่ายหรอกนะ… อันนี้เตือนไว้ก่อน

 

ดูความมีมนุษยสัมพันธ์ของเขาให้ดี คือ คุณจะเอาใครขึ้นมา คุณก็คงจะมองว่า เขามีความสามารถในงาน ถ้าไม่มีความสามารถในงาน คุณก็คงไม่คิดจะเอาเขาขึ้นไปเป็นหัวหน้า ตรงนี้อีกเหมือนกัน ระวังก็แล้วกัน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น…มีความสามารถในงาน แต่มักจะขาดมนุษยสัมพันธ์ อีกพวกหนึ่ง มีความสามารถในมนุษยสัมพันธ์ แต่ว่างานมักจะหย่อน

 

ตรงนี้คุณดูนะ…ในพวกมีความสามารถในงาน แต่มนุษยสัมพันธ์หย่อน คุณต้องเข้าไปประกบ แล้วค่อยๆสอนให้เขา ตั้งแต่…

 

1.ให้เขารู้จักเป็นคนให้ทาน หรือว่าโอบอ้อมอารีต่อลูกน้อง

2.ให้เขาพูดเพราะๆให้เป็น ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวกระทบกระทั่งกันตาย

3.คอยสอนเขาว่า…อย่าหวงความรู้ อบรมลูกน้องให้เป็น

4.ให้เขาเป็นคนประเภทที่เสมอต้นเสมอปลาย ได้ดีไม่เหลิง ไม่ยกตนข่มท่าน ตกต่ำทำผิดทำพลาดไม่ใช่เศร้าสร้อยหงอยเหงา คุณต้องไปประกบตรงนี้ให้ดี

 

พุทธองค์ทรงให้หลักเอาไว้ คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีนั้น คือ

1.มีทาน คือ รู้จักปัน

2.มีปิยวาจา คือ พูดเพราะ พูดให้กำลังใจคนเป็น

3.มีอัตถจริยา คือ พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วยให้ความรู้เป็นทาน

4.มีความเสมอต้นเสมอปลาย ได้ดีก็ไม่ยโสโอหัง ไม่ใช่พอได้รับการ Promote ขึ้นไปเป็นหัวหน้าเลยดูถูกคนทั้งแผนก คุณดูให้ดีว่า เขาเสมอต้นเสมอปลายได้ อย่างนี้ก็ถือว่าเขามีมนุษยสัมพันธ์ ถ้ายังมีไม่พอคุณก็เติมให้เต็ม

 

ส่วนพวกที่มนุษยสัมพันธ์ดี แต่ว่างานหย่อน ก็ฝึกงาน เคี่ยวงานให้หนักหน่อย ก่อนจะไป Promote หรือถ้าจำเป็นต้อง Promote คุณก็ต้องประกบให้ดี ไม่อย่างนั้นงานของคุณจะแย่

 

ก็มีหลักง่ายๆสองประการ ดังที่ได้กล่าวมานี้ ทั้งไม่ลำเอียง ทั้งมีมนุษยสัมพันธ์ดี อย่างนี้งานของคุณจะเดิน เพราะเขาเหมาะจะเป็นหัวหน้างาน

โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว)





หลักในการตัดสินใจ หากต้องคัดบุคคลไม่มีคุณภาพออกจากงาน

5 12 2007

ถ้าเราจำเป็นจะต้องคัดบุคคลที่ไม่มีคุณภาพออก เราจะมีหลักในการตัดสินใจอย่างไร

ความจริงเมื่อตอนเอาเขาเข้ามา เราก็ว่าเราคัดแล้วล่ะนะ…ตรงนี้ ครั้งใดที่คัดคนออก ต้องโทษว่า เป็นความผิดของเราเป็นประการแรก คือ ดูคนพลาด หรือดูคนไม่เป็น ไม่ใช่ความผิดของเขาเพียงลำพัง…เอาล่ะ…เราพบว่าเขาไม่ดี แต่ขอให้รู้ด้วยว่า นั่นเป็นความผิดของเราด้วย เพราะว่า เราว่าเราคัดแล้ว แล้วเราคัด อย่างไร เขาถึงได้หลุดหูหลุดตาเรามาได้

อีกประการหนึ่ง ต้องดูด้วย เราอาจจะคัดเขามาดี ดูแล้วดูอีกก็ดีจริง แต่ว่าเมื่อมาถึงเราแล้ว เราฝึกเขาไม่ถึงขั้น แม้อย่างนี้ก็เป็นความผิดของเรา

 

ทีนี้…เมื่อดูว่า จำเป็นต้องคัดเขาออกเสียแล้ว ผลปรากฏว่า ขณะนี้…เขาไม่ค่อยดีเท่าที่เราหวัง หรือไม่ใช่เขาไม่ค่อยดี แต่แย่เอามากๆเลย ตรงนี้ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าทำด้วยความเคียดแค้น เพราะถ้าเราจะคัดใครออกสักคน จำไว้ หากเราทำผิดพลาดนิดเดียว มีโอกาสถึงตายเชียวล่ะคุณ คุณจำไว้ คัดคนเข้าว่ายากแล้ว คัดคนออกยิ่งแสนยากหนักเข้าไปอีก

 

เมื่อเป็นอย่างนี้ จะคัดคนออกแต่ละครั้ง คิดแล้วคิดอีกให้ดี ไล่ความหนักหนาสาหัสไปตามลำดับว่า ควรจะกรณีอย่างไหน เอาออกก่อน-หลัง

 

ขั้นต้นเลย…ในการจะเอาคนออก ที่จะประจักษ์กับคนทั้งหลายว่า เขาไม่เหมาะสมที่จะอยู่ต่อไป แล้วคนอื่นก็สามารถเห็นได้ด้วย ตัวเขาก็ยอมรับด้วยว่า เขามันไม่ค่อยจะเข้าท่า

 

บุคคลประเภทแรก ที่พอจะคัดออกได้ง่ายหน่อย แล้วใครก็ติเราไม่ได้ คือ ผู้ที่เขาก็ไม่ค่อยจะมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน พูดง่ายๆ เช้าชาม เย็นชาม พวกทำงานอย่างนี้  เช้าช้อน เย็นช้อน พวกอย่างนี้…ออกไปได้ก็ดี พรรคพวกก็อยากให้ออกอยู่แล้ว อย่างนี้อันตรายไม่เกิดกับเรา เอาออกไปเถอะ

 

บุคคลประเภทที่สอง คือ ผู้ที่ไม่รับผิดชอบต่อศีลธรรม กล่าวคือ เขาอาจจะรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน แต่ว่าศีลธรรมที่จะพึงมีกับหมู่คณะมันไม่ค่อยจะมี เช่น แอบไปกินเหล้าบ้าง หรือยืมเงินเพื่อนแล้วไม่คืนบ้าง อะไรทำนองนี้ คนพวกนี้เอาไว้ไม่ได้ จัดเป็นพวกไม่รับผิดชอบต่อศีลธรรม อย่าเอาไว้ หาทางคัดออกไปเถอะ เพราะฝึกก็ยาก

 

บุคคลประเภทที่สาม คือ ผู้ที่ไม่เคารพต่อกฎระเบียบ ฝีมืออาจจะดี ความรับผิดชอบการงานใช้ได้ แต่ว่า…ทำงานอยู่กับหมู่กับคณะ แล้วมักไม่เคารพกฎระเบียบ มีกฎมีระเบียบขั้นตอนอย่างนั้น อย่างนี้ เขาก็มักข้ามขั้นตอนอยู่บ่อยๆ ทำให้หมู่คณะกระทบกระทั่ง…ตรงนี้คัดออก แต่ต้องระวังนะ มีโอกาสเดือดร้อนได้ เพราะว่าคนส่วนมากในองค์กร อาจจะไม่ทราบในความไม่เหมาะไม่ควรในสิ่งเหล่านี้ ต้องระมัดระวังให้ดี คนประเภทนี้ควร “เชิญออก” หรือ “แนะนำให้ออก” ไม่ใช่ “ไล่ออก” ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวเดือดร้อน

 

บุคคลประเภทที่สี่ ประเภทนี้อันตรายแล้วเอาออกยากมากๆด้วย คือ ผู้ที่ชักนำ ไปชักชวน เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานไปในทางที่ผิด ตัวอย่าง เช่น ชักชวนกันไปยกพวกตีกันกับคนอื่น ชักชวนไปเที่ยวในที่ไม่ควรเที่ยว ไม่ว่าที่ไหนก็ตามที ถ้ามีแววชักชวนในทางนี้บ่อยๆล่ะก็ คนประเภทนี้ ถ้าหาทางเชิญเขาออกมาได้แต่ต้นมือจะดี แต่ว่าขอเตือนไว้นะ  ยากมาก แล้วถ้าปล่อยเอาไว้ คนประเภทอย่างนี้จะชักชวนกันเดินขบวน ชักชวนสไตร์ท ทีแรกก็ไปเดินขบวนให้กับที่อื่น ไปๆมาๆ เดี๋ยวเถอะเดินขบวนในที่ของคุณเองนั่นแหละ บุคคลประเภทนี้เป็นบุคคลที่ต้องพึงระมัดระวัง เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ดูให้ดีตั้งแต่ต้น จะมาเสียหายตรงนี้

 

ตรงนี้ฟ้องว่าอะไร…ฟ้องว่าจริงๆแล้ว เขาไม่ค่อยจะรับผิดชอบทั้งตัวเอง และครอบครัวของเขาเท่าที่ควรจะเป็น คนที่รับผิดชอบต่อครอบครัวดีจริงแล้ว จะไม่ทำแน่นอน ในเรื่องของชักชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงร่วมงานในทางที่ผิด เขาจะไม่ทำ ถ้ามีอย่างนี้เมื่อไหร่ แสดงว่า คุณแย่มากเลย ไม่ได้เช็คถึงความรับผิดชอบในครอบครัวของเขาตั้งแต่ต้น 

 

บุคคลประเภทที่ห้า ประเภทนี้ยิ่งยากต่อการที่จะคัดออก แต่จริงๆเอาไว้ไม่ได้ เป็นอย่างไร…ก็คือ ผู้ที่ใครๆก็เตือนไม่ได้ ถามว่า มีฝีมือดีหรือไม่…ดี แต่ถือตัวว่าเจ๋งมาก เพราะอย่างนั้นใครๆก็เตือนไม่ได้ เตือนก็โกรธ พวกนี้ถึงคราวจะต้องเอาออกก็ยาก…คุณแทบจะต้องกราบให้เขาออกเลย เตือนไว้ อย่าเอาออกด้วยวิธีการง่ายๆ ไม่งั้นอันตราย

 

เพราะฉะนั้น ดีที่สุด คือ คุณต้องคัดคนให้สุดฝีมือ แล้วก็ทดลองงานให้นานพอสมควร แล้วหาวิธีค้นให้ได้ว่า เขาเป็นมนุษย์ที่ใครเตือนไม่ได้หรือไม่ หรือถ้ามีแววว่า ทีแรกค้นอย่างไรก็ไม่เจอ ต่อมามีแววว่าจะเตือนไม่ได้ ใครเตือนไม่ได้ เหลือแต่เราคนเดียวล่ะก็…ตรงนี้หาทางยักย้ายถ่ายเทให้ดี ให้ไปอยู่ในตำแหน่งหรือในงานที่พร้อมจะยุบล่ะก็…บางทีจะรอดตัว…ถ้าไม่อย่างนั้นจะยาก 

 

บุคคลประเภทที่หก ที่คุณจะต้องกำจัดออก คือ ผู้ที่ชอบก้าวก่ายหน้าที่ของคนอื่น…คนพวกนี้ จะมีความสามารถในการที่จะรายงานเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของคนอื่นทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง แล้วเราก็มีความรู้สึกว่า “เออ…คนนี้เป็นหูเป็นตาเราดี” ที่ไหนได้ คนแบบนี้ชอบแต่ยุ่งเรื่องของคนอื่น คุณเองก็ระวังเอาก็แล้วกัน ถ้าคุณไม่ระวังในสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ต้น แล้วคุณต้องมาคัดออกตอนท้าย องค์กรของคุณจะป่วนหมดนะ แล้วคุณก็มีสิทธิ์ตายได้อีกด้วย

โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว)





คนที่จะทำงานได้ดี คือ คนอย่างไร.

5 12 2007

คนที่จะทำงานได้ดี คือ คนอย่างไร…คำตอบ คือ คนที่มีความรับผิดชอบ

คนดี ดีกันด้วยความรับผิดชอบ ไม่ใช่ดีเพราะมีปริญญา ไม่ใช่ดีเพราะหุ่นดี เสียงดี ชื่อดี หรือ ตระกูลดี…ไม่ใช่…เมื่อจะเอาคนมาทำงาน เพราะฉะนั้นคนจะดี ต้องดีด้วยความรับผิดชอบ

 

ความรับผิดชอบ มีดังนี้

 

ประการที่1.รับผิดชอบตนเอง

 

ที่เรียกว่า…รับผิดชอบต่อตนเองเป็นอย่างไร เอาขั้นต้นก็แล้วกัน ในทางศาสนา รับผิดชอบต่อตนเอง คือ รับผิดชอบต่อความเป็นมนุษย์ของตัวเอง วัดด้วยอะไร…ก็วัดด้วยศีลห้าของเขา เขาอาจจะมีความรู้ความสามารถเยอะ แต่ถ้าศีลไม่มี ถือว่าเขาไม่รับผิดชอบต่อความเป็นมนุษย์ของเขา เอาเข้ามาใกล้ตัวอันตราย จะฆ่าเราตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้  จะหักหลังเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

ประการที่2.รับผิดชอบต่อครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง วงศ์วาน ว่านเครือ รับผิดชอบหมด

 

มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ดูง่ายๆ ตั้งแต่เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่หรือไม่ ถ้ามีครอบครัวแล้ว เลี้ยงลูก เลี้ยงภรรยาหรือไม่ เลี้ยงสามีหรือไม่ ถ้าเขายังปล่อยปละละเลยในสิ่งเหล่านี้…อย่าเอามาเลย

 

ประการที่3.รับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ อาจจะฟังยากสักหน่อย

 

รับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ หมายถึง ไม่ไปแตะต้องอบายมุขนั่นเอง  สุรา นารี ภาชี กีฬาบัตร ไม่เกี่ยวข้อง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ ถมไม่รู้จักเต็ม  สุรา ยาเสพติดรู้จักกันอยู่แล้วว่า ไม่ดีอย่างไร นารี ก็เจ้าพวกที่เที่ยวกลางคืน ภาชี ไม่ใช่ไปแทงม้าที่สนามม้า แต่ว่าไอ้พวกนี้คือขี่ม้ากินลม ขี่รถกินลม พูดง่ายๆ ไอ้ขี้เกียจ อย่าไปเอามา 

 

แล้วก็ประการสุดท้าย กีฬาบัตร คือการพนันทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเล่นไพ่หรือว่าพนันมวย พนันบอล การพนันทุกชนิด ไปแตะต้องกับอบายมุขทุกชนิด ได้ชื่อว่าไม่รับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ  เพราะอย่างนั้น ใครแตะต้องสิ่งเหล่านี้ อย่าไปเอามาเลย คนพวกนี้ในใจไม่มีคิดดี คนในวงไพ่คิดอย่างเดียว จะให้ทุกคนที่เล่นไปด้วยฉิบหาย เพราะถ้าเขาไม่ฉิบหาย เราก็ไม่รวย…แล้วทั้งวงมีกี่คน…มันก็คิดแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นวงพวกนี้จึงเรียกว่า “วงฉิบหาย”  เพราะฉะนั้นเอาพวกนี้มาร่วมด้วยไม่ได้

 

ประการที่4.รับผิดชอบต่อสังคม ตรงนี้เราคุ้น แต่ถ้าถามว่า “มันเป็นอย่างไร รับผิดชอบสังคม” เราอาจจะตอบกันไม่ได้

 

รับผิดชอบต่อสังคม คือ ไม่มีความลำเอียง คนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน…คนพวกนี้จะเกลียดนักเกลียดหนาคือ ความอยุติธรรม ความลำเอียง ถ้าเอาคนมาใช้งาน แล้วมีความลำเอียงอยู่ในใจ เอามาใช้ไม่ได้ จำไว้ก็แล้วกัน คุณต้องสอบจนแน่ใจได้ว่า เขาไม่มีความลำเอียง คุณเอามาเถอะ

 

ประการที่5.รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

 

รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พูดง่ายๆ เราอยู่ในโลกนี้ ถ้าไม่ช่วยกันถนอมโลก ไม่ว่าแผ่นดินในโลกนี้ อากาศในโลกนี้ น้ำในโลกนี้ ต้นไม้ ต้นไร่ในโลกนี้ แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ถ้าเขามีสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมดีละก็ อย่างนั้น สมบัติทุกชิ้นที่เรามี ที่เราต้องไปเกี่ยวข้อง คนแบบนี้เขาจะช่วยเรารักษา

 

โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว)

http://www.dmc.tv/pages/good_QA/episode25.html





เกิดวันอะไร เหมาะกับงานแบบไหน??

26 11 2007

คนเกิดวันที่ 1
คนที่เกิดวันนี้จะเป็นคนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ชอบความท้าทายตลอดเวลา
สไตล์การทำงาน :
เป็นที่ชอบคิดในสิ่งต่างๆ แปลกใหม่ตลอดเวลา สามารถแก้ไขปัญหาให้กับคนอื่นได้ดี ด้วยเหตุผลที่ว่า “สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ จะมีทางเป็นไปได้” ในการทำงานคุณชอบเป็นคนวางแผนอนาคตไว้ด้วยตัวเอง
อาชีพที่เหมาะสม :
คุณเหมาะกับอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้ความคิดของตนเองในการนำเสนอออกมา อาจจะเป็น ดีไซน์เนอร์ ครีเอทีฟ หรือศิลปิน
 

คนเกิดวันที่ 2
เป็นคนที่มีความประนีประนอม มีเหตุผลในด้านความคิด
สไตล์การทำงาน :
คุณเป็นคนรู้จักในการวางตัว และวาจาในการพูดคุยกับคนอื่นเป็นเยี่ยม แต่ลักษณะงานของคุณนั้นจะเป็นลักษณะที่ร่วมมือกับผู้อื่นมากกว่าที่จะทำคนเดียว
อาชีพที่เหมาะสม :
ที่ปรึกษา นักสังคมสงเคราะห์ หรือเป็นเจ้าของกิจการต่างๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านหนังสือ นักกฎหมาย สถาปนิก ผู้รับเหมาก่อสร้าง พยาบาล แพทย์
 

คนเกิดวันที่ 3
เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ และมีความเป็นตัวของตัวเองมาก จะไม่ค่อยสนใจและแคร์ใคร
สไตล์การทำงาน :
ชอบทำงานประเภทพบปะกับผู้คนมากๆเหมาะกับทำงานเป็นทีม คือ ในเรื่องติดต่อประสานงานกับบุคคลภายในและภายนอกองค์กร และคุณยังเป็นคนที่จุดประกายความคิดที่ดีเสมอ ทำให้เพื่อนร่วมงานของคุณพอใจ
อาชีพที่เหมาะสม :
งานประชาสัมพันธ์ งานบริการดูแลลูกค้า หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการประสานงาน เช่น งานออร์แกไนเซอร์ พนักงานต้อนรับโอเปอเรเตอร์
 

คนเกิดวันที่ 4
เป็นผู้ที่มีความฉลาด ไหวพริบ เบิกบาน ไม่ยอมใคร แต่ก็ไม่โกงใครด้วย เอาง่ายๆว่าเป็นคนที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา
สไตล์การทำงาน :
คุณเป็นคนใจกว้างมากเลยทีเดียว ทำให้เพื่อนร่วมงานของคุณหาคนมาช่วยเหลือคุณ อาจจะหาได้ไม่เหมาะสมก็ได้ ทำให้การทำงานของคุณต้องพึ่งตัวเองป็นส่วนใหญ่
อาชีพที่เหมาะสม :
งานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โปรดิวเซอร์ ที่ปรึกษาด้านการเงินทนายความ สถาปนิก ผู้รับเหมา วิศวกร ศิลปินแขนงต่าง ๆ
 

คนเกิดวันที่ 5
คุณเป็นคนที่ฝักใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ รักการค้นหาและศึกษา เป็นคนที่ช่างสังเกต สามารถเป็นผู้นำได้
สไตล์การทำงาน :
เป็นคนที่มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ เมื่อได้รับงานที่มอบหมายมาใหม่ แต่ถ้าคุณทำงานในแบบเดิมๆคุณจะเบื่อหน่ายเร็ว และยังมีความสามารถในการสื่อสารที่ดีด้วย
อาชีพที่เหมาะสม :
วงการโทรทัศน์ หรืองานประชาสัมพันธ์ เช่น นักเขียน นักบรรยาย อาจารย์มหาวิทยาลัย นักการศึกษา นักโฆษณา
 

คนเกิดวันที่ 6
คุณเป็นคนคิดว่าตัวเองโดดเดี่ยว ไม่กล้าขัดใคร เป็นคนที่ชอบอยู่แวดวงสังคม
สไตล์การทำงาน :
คุณเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาก ชีวิตของคุณจะก้าวหน้ามากกว่าคนอื่น แต่เมื่อคุณได้ทำอะไรบ้างอย่างแล้วนั้นและเป็นสิ่งที่ตนเองถนัดคนก็จะทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว และในทางกลับกันถ้างานไหนคนไม่ชอบคนก็จะไม่ฝืนที่จะทำมัน
อาชีพที่เหมาะสม :
งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ อาชีพเพื่อสังคม งานบริการต่าง ๆงานที่ต้องใช้อารมณ์และความสุนทรีภาพสูง ๆ
 

คนเกิดวันที่ 7
คุณเป็นคนที่ทะเยอทะยานเกินกว่าที่จะเป็น และยังเป็นคนที่ช่างแสวงหาอีกด้วย
สไตล์การทำงาน :
เป็นคนมีหลักการมาก คิดใคร่ครวญ ไตร่ตรองรอบคอบมากๆ เป็นคนที่ชอบอยู่คนเดียว มีความเป็นส่วนตัวสูง ชอบความสันโดษ
อาชีพที่เหมาะสม :
นักบำบัด นักเขียน นักกฎหมาย ช่างถ่ายรูป นักวิจัย นักวิเคราะห์ ครูบาอาจารย์
 

คนเกิดวันที่ 8
เป็นผู้นำ ประเภทที่ว่ากล้าได้กล้าเสีย เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หากแพ้หรือมีข้อผิดพลาดจะขอแก้ตัวอยู่เสมอ
สไตล์การทำงาน :
คุณเป็นคนที่ทำงานได้ดี และไม่ชอบที่จะอยู่นิ่งๆนานๆ มักจะย้ายๆไปโน้นไปนี่บ่อยๆ เพื่อได้เป้าหมายที่ท้าทายกว่าเดิม คุณเป็นคนที่ทำอะไรรวดเร็ว จนคนรอบข้างคุณปรับตัวไม่ทัน แต่คุณก็ดูมีความสุขกับการทำงานไม่เครียด และยังคงอยู่ในสภาพการทำงานได้นานโดยไม่เหนื่อยกับงานมากเกินไป
อาชีพที่เหมาะสม :
งานทางด้านการเงิน ฝ่ายติดต่อประสานงานต่าง ๆ ผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางศาสนา นักกฎหมาย นักบุญ และธุรกิจบันเทิง
 

คนเกิดวันที่ 9
คุณจะปราดเปรื่องเรื่องจิตวิทยา เพราะจะเข้าใจในคนใกล้ตัวด้วยการสังเกตการณ์
สไตล์การทำงาน :
การประสบความสำเร็จของคุณไม่ค่อยได้เห็นเท่าไร แต่ว่าคุณจะมองเห็นอะไรต่างได้เด่นชัดกว่าผู้อื่น จึงทำให้คุณก้าวก่อนคนอื่นเสมอ แต่คุณยังเป็นคนที่ทำตามใจตัวเองอยู่
อาชีพที่เหมาะสม :
ครูบาอาจารย์ นักปราชญ์ นักเขียน ช่างภาพ ศิลปิน นักบำบัด นักวางกลยุทธ์ นักแต่งหนังสือ นักขาย นักบริหาร
 

คนเกิดวันที่ 10
คุณเป็นคนที่ดิ้นรนด้วยตัวคุณเอง จนสำเร็จได้ นับถือตัวเองมากกว่าใคร
สไตล์การทำงาน :
มีความเชื่อมั่นสูง และศรัทธาในตัวเองอยู่ด้วย จึงทำให้คนรอบข้างของคุณอุ่นใจเมื่อมีคุนอยู่ใกล้ๆ
อาชีพที่เหมาะสม :
นักวิทยาศาสตร์ นักบิน นักการศึกษา นักสื่อสารมวลชน ศิลปิน เทรนเนอร์ นักสิ่งแวดล้อม
 

คนเกิดวันที่ 11
ผู้ที่ไม่เคยหยุดนิ่งจะดิ้นรนเพราะไม่พอใจกับสถานภาพที่เป็นอยู่ของตนเอง แต่เป็นนักคิดสร้างสรรค์ จะริเริ่มในสิ่งใหม่ๆในชีวิตเสมอ
สไตล์การทำงาน :
คุณจะทำทุกอย่างในสิ่งที่คุณชื่นชอบ เพราะคุณจะสนุกสนานกับการทำงาน โดยคุณจะมีเอกลักษณ์การทำงานไม่เหมือนใคร เพราะคุณจะก้าวหน้ากว่าใครก็ด้วยในสิ่งนี่แหล่ะจะบ่งบอกความเป็นตัวคุณ
อาชีพที่เหมาะสม :
นักเขียน นักแสดง ศิลปิน นักปรัชญา นักศาสนา นักธุรกิจ นักประพันธ์ ที่ปรึกษาทางธุรกิจหรือด้านต่าง ๆ
 

คนเกิดวันที่ 12
เป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดในตัวของคนเอง เพื่อให้ไปสู่ความประสบความสำร็จ
สไตล์การทำงาน :
เรื่องที่เค้าว่ายากกัน แต่คุณสามารถสรุปมันให้ง่ายต่อการคิดและการปฏิบัติได้ อย่างกระชับ ชัดเจน สามารถนำไปทำได้ทันที ทำให้คุณทำงานได้รวดเร็วและถูกต้องอยู่เสมอๆ
อาชีพที่เหมาะสม :
งานที่เกี่ยวข้องกับติดต่อกับคนที่มากๆ
 

คนเกิดวันที่ 13
เป็นคนที่คิดรอบคอบในการแก้ไขปัญหา เพื่อความยุติธรรม มั่นคง และแน่นอน และเอกลักษณ์ของคนที่เกิดวันนี้คือเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์มากคนหนึ่ง
สไตล์การทำงาน :
บอกได้คำเดียวว่า “ช้าแต่ชัวร์”
อาชีพที่เหมาะสม :
งานทางด้านเงิน นักสังคมสงเคราะห์ งานก่อสร้าง งานประชาสัมพันธ์ ผู้กำกับ
 

คนเกิดวันที่ 14
คุณเป็นคนที่มีความทะเยอทะยาน มุ่งมั่นอย่างมาก แต่จะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากกว่าเหตุผล
สไตล์การทำงาน :
เรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคุณ เพราะคนเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นสูง คุณเป็นคนที่มีความเข้าใจและการเรียนรู้ที่รวดเร็ว สามารถรู้ความเป็นไปของสถานการณ์ได้ดีเยี่ยม
อาชีพที่เหมาะสม :
นักเจรจาต่อรอง นักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี นักสังคมวิทยา นักประมูลผู้จัดการฝ่ายขาย โค้ชกีฬา เทรนเนอร์ นักข่าว นักพาณิชยศิลป์
 

คนเกิดวันที่ 15
มีความพยายาม ความเพียร เพื่อให้เกิดความสำเร็จ คุณจึงคิดว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคุณ แต่ก็มีความคิดแบบเห็นแก่ตัวบ้าง
สไตล์การทำงาน :
ความเด็ดเดี่ยวของคุณ ทำให้คุณคุณวางเป้าหมายอย่างแน่ชัดเพื่อความสำเร็จ คุณยังกระหายการเรียนรู้เสมอ เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ใหม่ๆ คุณเป็นคนที่มีความสามารถมาก
อาชีพที่เหมาะสม :
สถาปนิก ครูอาจารย์ นักวิชาการ มัณฑนศิลป์ บรรณารักษ์ นักวิจัยนักบำบัด นักออกแบบ
 

คนเกิดวันที่16
น่าสงสารคนเกิดวันนี้ที่ยากลำบากในชีวิตต้องสะสมประสบการณ์ด้วยตนเองมากมาย ถึงจะประสบความสมเร็จ แต่ความพิเศษก็มีเช่นกัน เพราะเป็นคนที่มีไหวพริบและมนุษยสัมพันธ์ดีมาก
สไตล์การทำงาน :
การทำงานของคุณจะนำไปสู่เป้าหมายให้เร็วที่สุด เพราะสิ่งที่วกวนอ้อมไปอ้อมมาคุณจะไม่ถนัดเลย และยิ่งทำให้คุณเสียเวลา คุณจึงตรงไปตรงมารวมถึงวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คุณคิด
อาชีพที่เหมาะสม :
นักประพันธ์เอก วิศวกร นักกฎหมาย นักวิจัย นักสืบ
 

คนเกิดวันที่ 17
เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ดีมาก และยังมีความเป็นผู้นำ ไม่ชอบเดินตามใครหรือให้ใครบงการ
สไตล์การทำงาน :
สิ่งที่คุณถนัดคือเรื่องของการเมืองในบริษัท และยังถนัดเรื่องการประสานงานไม่ว่าเรื่องความคิดเห็น คุณจะทำได้ดีมาก
อาชีพที่เหมาะสม :
นักแสดง นักการเมือง ทนาย นักเอนเตอร์เทน นักบริหาร นักการเงิน การธนาคาร ผู้นำทางศาสนา นายหน้า
 

คนเกิดวันที่ 18
คุณเป็นคนเด็ดขาดและชอบงานอิสระ คนยังสามารถควบคุมบรรดาลูกน้องของคุณได้เพื่อคุณเป็นผู้นำที่มีอำนาจ
สไตล์การทำงาน :
ชอบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วอีกด้วย คุณยังสามารถจัดการหรือฝ่าวิกฤตที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงไปด้วยดี เพราะความเป็นนักสู้ของคุณนั้นเอง
อาชีพที่เหมาะสม :
การจัดการ นักกฎหมาย อัยการศาล นักปรัชญา หรือปรากฏการณ์ บรรณาธิการ นักสื่อสารมวลชนหัวก้าวหน้า นักกีฬานักกรีฑา
 

คนเกิดวันที่ 19
คุณเป็นคนชังสังเกต และมีความเป็นผู้นำสูง จึงเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป
สไตล์การทำงาน :
คนเป็นคนที่ชอบการร่วมมือกับคนอื่น ไม่ว่าเป็นเรื่องเวลา การลงทุน ลงแรง คุณจะพร้อม และมีความมั่นใจยิ่งขึ้น และคุณยังเป็นคนที่ไม่ค่อยมีศัตรูอีกด้วย
อาชีพที่เหมาะสม :
ผู้กำกับฯ นักดนตรี นักเขียน ที่ปรึกษา ผู้กำกับศิลป์ แดนเซอร์ นักเคมี เภสัชกร
 

คนเกิดวันที่ 20
เป็นคนที่ตรงไปตรงมาจริงใจ ไม่คดโกงใคร ไม่เอาเปรียบใคร ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณก็ไม่อยากให้ใครเอาเปรียบคุณเช่นกัน
สไตล์การทำงาน :
การทำงานของคุณเป็นคนที่ฉกฉวยโอกาศจากช่องว่างต่างๆได้ดีเยี่ยม
อาชีพที่เหมาะสม :
งานทุกอย่างที่ต้องทำกันเป็นทีมเพราะคุณจะถนัดงานทางด้านนี้ ที่ปรึกษาสุขภาพ ที่ปรึกษาทางด้านบุคลิกภาพ ครูบาอาจารย์ นักการทูต นักบริหาร
 

คนเกิดวันที่ 21
คุณเป็นคนที่ลังเล โลเลจนทำให้เสียโอกาศทองไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังเป็นคนที่ช่างฝันอยู่ เพื่อสู้ที่จะทำจริง ความสำเร็จเลยไม่ยากเกินความต้องการคุณ
สไตล์การทำงาน :
คุณมักจะเลือกงานที่ใช้ความคิด และจินตนาการอย่างเต็มที่ เพราะงานทุกชิ้นของคุณออกมาจากใจจริง นับว่าคุณเป็นศิลปินด้วยจิตวิญญาณ
อาชีพที่เหมาะสม :
งานที่เกี่ยวข้องกับทางสื่อโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ ถ้าคุณทำงานทางด้านสายนี้จะดีเอามากๆเลย เช่น วงการดารา นักร้อง นางแบบ นักสื่อสารมวลชน วงการโฆษณา
 

คนเกิดวันที่ 22
เป็นคนที่แสวงหาความสุขให้ตัวเองพร้อมกับเรียนรู้ไปพร้อมๆกันได้ และยังเป็นคนที่วางแผนชีวิตอย่างซีเรียสเสมอ
สไตล์การทำงาน :
คุณพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆให้หมดเพื่อจะได้ฉกฉวยมาได้ก่อนคนอื่น จริงๆคุณไม่ได้เป็นคนที่โลภะหรอกนะ เพียงแต่ว่าคุณไม่อยากที่จะเสียเวลาในการทำอย่างอื่น เป็นเพียงเพราะคุณเป็นคนที่กระหายความสำเร็จเท่านั้น
อาชีพที่เหมาะสม :
สถาปนิก ครูบาอาจารย์ นักบริหาร ที่ปรึกษาทางธุรกิจ ทนาย หรือทำงานทางด้านการเงิน
 

คนเกิดวันที่ 23
คนเกิดวันนี้เป็นคนที่คล่องแคล่วในตัดสินปัญหาทุกๆอย่าง และยังสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้ามีเหตุการณ์บางอย่างทำให้คุณถึงจุดสุดขีดขึ้นมา คุณก็สามารถระเบิดสิ่งนั้นออกมาได้ทันที
สไตล์การทำงาน :
คุณเป็นคนชั่งสังเกต และมีความรู้สึกพิเศษที่ว่า ใครที่ดีกับคุณ หรือช่วยเหลือคุณได้
อาชีพที่เหมาะสม :
นักสังคมสงเคราะห์ นักอนุรักษ์ธรรมชาติ นักเขียน ศิลปิน
 

คนเกิดวันที่ 24
เป็นคนที่ชอบความชัดเจน ตรงไปตรงมา มีความอดทน และยังเป็นนักปกครองที่ดีอีกด้วย
สไตล์การทำงาน :
คุณเป็นคนที่ทำงานไม่รวดเร็ว แต่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้น จะเหนือความคาดหมายที่วางไว้ตอนแรกเสมอ
อาชีพที่เหมาะสม :
งานที่ต้องเขียนออกมาหรืองานนักดนตรี ผูนำทางด้านศาสนา
 

คนเกิดวันที่ 25
เป็นคนที่มีความมั่นใจสูงมากเกินไป คุณเป็นคนที่ใจร้อนในการทำงาน เพื่อให้ผลงานออกมาอย่างรวดเร็ว
สไตล์การทำงาน :
คุณต้องทำงานที่เริ่มต้น หรืองานประเภทบุกเบิกตั้งแต่แรก เพื่อคุณชอบที่จะพยายาม ใช้ความสามารถในการวางแผนหรือคิดค้นอะไรๆ
อาชีพที่เหมาะสม :
งานทางด้านการเงิน หรืองานที่จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์
 

คนเกิดวันที่ 26
คนเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง เอาแต่ใจตัวเองบ้าง สมองไหวพริบดี ชอบทำงานที่ท้าทายกับตัวเอง เพื่อความประสบความสำเร็จ
สไตล์การทำงาน :
เรียนรู้อะไรได้ถูกต้อง เพื่อให้บรรลุความสำเร็จได้เร็ว และก่อนใครคนอื่น แต่งานของคุณต้องเป็นงานที่ทำคนเดียว เพราะคุณชอบที่ทำตั้งแต่เริ่มวางแผนยันลงมือทำงานหมดเลย
อาชีพที่เหมาะสม :
ครูบาอาจารย์ นักเจรจา นักไกล่เกลี่ย นักสืบ นักตกแต่ง งานการตลาด วานทางด้านการตัดต่อ
 

คนเกิดวันที่ 27
เป็นคนที่วางแผน คิดรอบคอบ รู้ทันเกม เจรจาเป็นเลิศ แต่ก็ตรงไปตรงมา
สไตล์การทำงาน :
คุณก็เป็นคนที่คิดรอบคอบ คือ คิดแล้วคิดอีก ก่อนที่จะลงมือทำ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ มิให้เกิดความผิดพลาดในอนาคต แถมคุณยังเป็นคนที่รักงานเอามากๆ ไม่ชอบให้ใครทำงานที่ชุ่ยๆ
อาชีพที่เหมาะสม :
นักอบรม นักจัดงานสัมมนา นักบริหาร นักแสดง นักดนตรี นักวาดรูป วาทยกร
 

คนเกิดวันที่ 28
จัดว่าคนเป็นเจ้าระเบียบจัดเลยก็ว่าได้ ชอบที่จะคิดปฏิวัติแก้ไขแนวคิดด้วย
สไตล์การทำงาน :
เอาง่ายๆเลยว่า งานที่ยากๆ เป็นสิ่งที่คุณชื่นชอบ
อาชีพที่เหมาะสม :
ศิลปิน นักแสดง นักออกแบบเสื้อผ้า งานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ นักพัฒนาพื้นที่ นักพัฒนาองค์กร
 

คนเกิดวันที่ 29
เป็นคนที่มีความเชื่อมั่น ขยันหมั่นเพียรสูง พยายามที่จะสร้าความคิดใหม่ๆออกมา ชอบคิดวางแผนเสมอ เหมาะที่จะเป็นผู้นำ หัวหน้าคน เพราะเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น และยังมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีอีกด้วย
สไตล์การทำงาน :
คุณชอบที่จะทำงานหลายๆอย่างในคราวเดียวกัน ประมาณว่าทำงานหลายอย่างพร้อมกันบางทีคุณก็มีความสับสนอยู่บ้าง แต่คุณก็มีทักษะที่สามารถที่ทำหลายอย่างพร้อมกันได้
อาชีพที่เหมาะสม :
งานทางด้านการทำหนังสือ หรืองานช่วยเหลือสังคม ทางด้านการเงิน
 

คนเกิดวันที่ 30
จะเป็นคนที่มั่นใจในสิ่งที่ตนเองทำ เพราะตนเองได้วางแผนในการทำงานไว้อย่างรอบคอบแล้ว และเป็นคนที่มีอารมณ์ศิลปินสูงด้วย
สไตล์การทำงาน :
การทำงานที่คุณควรทำคือ มีความอดทน เข้าใจกับผู้อื่น เพราะคุณมีความสามารถทางด้านจิตวิทยาสูงทำให้เข้าใจอื่นได้ดี แต่ไม่ค่อยเข้าใจกับตัวเองเท่าไหร่
อาชีพที่เหมาะสม :
งานทางด้านการทำหนังสือ อาชีพการบริการ งานเกี่ยวข้องกับการสื่อสาร
 

คนเกิดวันที่ 31
เป็นคนที่แสวงหาทุกอย่าง พยายามที่จะทะเยอทะเยานให้ไปได้ไกลๆ แถมยังใฝ่สูงอีกด้วย
สไตล์การทำงาน :
เป็นคนที่ตัดสินใจแล้วต้องทำให้ได้
อาชีพที่เหมาะสม :
นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักระดมทุน นักกายภาพบำบัด นักกฎหมาย งานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ หรือที่เกี่ยวข้องทางด้านสื่อสารมวลชน





ปุจฉา-วิสัชนา

22 11 2007

 angel_4.gif

ปุจฉา  -     ผู้หาไม่ใช่ผู้เห็น   ผู้เห็นไม่ใช่ผู้ทำ   ?

วิสัชนา  -  เมื่อใดก็ตามที่ยังหาปรมัตธรรม ย่อมแสดงว่ายังไม่เห็นแน่นอน  

                 เพราะต้องหยุดหาจึงจะเจอ  

                 เมื่อใดก็ตามที่เจอธรรมแล้วย่อมหมายถึงผู้นั้นหยุดปรุงแต่งทั้งปวง จึงไม่ใช่ผู้ทำ





ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 6.3

15 09 2007

ฉบับที่ 465 บัญญัติว่าร้อยละ 6.3

หัวข้อ: ทำไมต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ในเมื่อพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 465 บัญญัติว่าร้อยละ 6.3

ตลอดสัปดาห์นี้ เว็บได้รับการสอบถามเกี่ยวกับภาษีมูลค่าตลอดทั้งสัปดาห์ ส่วนมากก็จะสับสนเนื่องจากภาษากฎหมายในพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 465 เขียนว่าการลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 6.3 ก็ขอเรียนชี้แจง อีกครั้งว่า ยังคงใช้อัตราร้อยละ 7 ต่อไปจนถึง 30 กันยายน 2551 ส่วนตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2551 ใช้อัตราร้อยละ 10 แต่ก็แล้วแต่สภาวะเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาลใหม่ อาจมีการประกาศพระราชกฤษฎีกา ใช้ร้อยละ 7 ต่อไปอีกหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้

ส่วนเหตุผลว่า ทำไมกฎหมายเขียนร้อยละ 6.3 กรมสรรพากรประกาศชี้แจงอยู่เหมือนกัน อ่านง่ายดี ก็ขอนำมาเผยแพร่ต่อ กรมฯ ชี้แจงว่า

“ ทำไมต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ในเมื่อพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 465) พ.ศ.2550 กำหนดให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3

เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร จากอัตราร้อยละ 10.0 เป็นอัตราร้อยละ 6.3 เนื่องจากตามพระราชบัญญัติจัดสรรรายได้ประเภทภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2534 (ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2535 เป็นต้นไป) มอบให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนราชการส่วนท้องถิ่น ในอัตรา 1 ใน 9 ของอัตราภาษีที่จัดเก็บ ดังนั้น กรมสรรพากรจึงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 6.3 บวกกับภาษีที่ต้องจัดสรรให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่นอีกในอัตรา 1 ใน 9 ของอัตราภาษีที่จัดเก็บ รวมเป็นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้นร้อยละ 7.0

ที่มา http://www.rd.go.th/publish/35772.0.html





วิธีคิดแบบแยกเงินเดือนเป็น 4 ส่วน

12 09 2007

กำลังใจให้กับคนทำงานในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เป็นวิธีคิดที่ให้กำลังใจด้านบวกให้กับตัวเอง
>
> วิธีคิดแบบ แยกเงินเดือนเป็น 4 ส่วน
> ผมเห็นเพื่อนๆหลายๆคน กลุ้มใจ ไม่มีความสุขในการทำงาน
>
> ส่วนมาก ถ้าหางานใหม่กันได้ ก็ดีไป ถ้าหาไม่ได้ จะทำอย่างไร
>
> ในเมื่อเราต้องทำงานนั้นอยู่แล้ว เรามีทางเลือกสองทาง
> 1. คือทำงานไปอย่างไม่มีความสุข
> 2. หาวิธีทำงานไปอย่างมีความสุข หรือทุกข์น้อย ลง

b_w5.jpg

> ที่ผมจะเขียนนี้ เป็นแบบที่สอง คือถ้าเปลี่ยนงานไม่ได้ เรามาเปลี่ยนวิธีคิดดูซะหน่อย
> เผื่อทำให้ทำงานได้มีความสุขมากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น ทุกข์น้อยลง

> เขาว่ากันว่า ถ้าได้เงินเดือนมา ให้แยกเป็น 4 ส่วนเท่าๆกัน และให้คิดว่า เงินแต่
> ละส่วน บริษัทเขาจ้างเราให้ทำดังต่อไปนี้
>
> 1. เงินเดือนส่วนแรก เขาจ้างมาให้คุณรับฟังคำตำหนิ ต่อว่า ทนกับอารมณ์ของเจ้านาย
> ครับ
>
> 2. เงินเดือนส่วนที่สอง เขาจ้างมาให้คุณรับฟังคำตำหนิ ต่อว่า ความจุกจิก งี่….
> ของลูกค้า ครับ
>
> 3. เงินเดือนส่วนที่สาม เขาจ้างมาให้คุณ ให้มารับการติฉิน นินทา อิจฉา ริษยา
> งี่…. กักขระ ของเพื่อนร่วมงานครับ
>
> 4. เงินส่วนที่ 4 นี้ เอง เป็นเงินที่เขาจ้างคุณมาทำงานในหน้าที่ของคุณครับ
>
> ดังนั้น ถ้าเจอปัญหาเจ้านาย ให้ลองคิดดูว่า ให้ลดเงินเดือนตัวเอง 25% แล้วเจ้า
> นายไม่บ่นว่า น่ะเอาไหม
> ให้ลดเงินเดือนตัวเอง 25% ให้เจอลูกค้าแสนดีน่ะเอาไหม
> ให้ลดเงินเดือนตัวเอง 25% ให้เจอแต่เพื่อนร่วมงานดีๆน่ะเอาไหม
> ลดไปลดมา ได้ทุกอย่างดีหมด เงินเหลือแค่ 25% ของเงินเดือนปัจจุบัน น่ะเอาไหม
>
> ลองใช้วิธีคิดแบบนี้นะครับ เผลอๆหลายคนอาจจะบอกว่า อย่างนี้ให้เจ้านายด่าเพิ่มสอง
> เท่า แล้วขึ้นเงินเดือนให้ฉัน 25% ก็เอานะ
>
> สุดท้ายคือ จิต และความคิดคนเราเป็นเรื่องสำคัญนะครับ อย่าปล่อยเวลาในชีวิต ให้
> ความคิดของคุณเป็นลบ คิดแต่ในแง่ร้าย
> เพราะความคิดของคุณ คือฟิล์มภาพยนตร์ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณคือภาพที่ฉายจาก
> ฟิล์มภาพยนตร์นี้เองครับ
> คิดในแง่ร้าย คุณก็จะเจอแต่แง่ร้ายๆ ฟิล์มเป็นอย่างไร ภาพที่ฉายออกมาก็เป็นแบบนั้น
> ครับ
>
> ถ้าคุณไปสัมภาษณ์งาน แล้วคิดว่าจะไม่ได้ แววหน้า หน้าตา ความมั่นใจ คุณจะไม่ได้
> ตั้งแต่แรกเลยครับ และคุณก็จะไม่ได้งานจริงๆ





2 09 2007

ans180843.jpeg 

 

เรื่องเล่า ว่า…. มีคน 2 คนเป็นเพื่อนซี้กัน..
ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทรายด้วยกัน

ระหว่างทาง
เกิดโต้เถียงขัดแย้งไม่เข้าใจกัน
เพื่อนคนหนึ่งพลั้งลงมือตบหน้าอีกฝ่าย
คนถูกทำร้ายเจ็บปวด….แต่ไม่เอ่ยวาจา… 

กลับเขียนลงบนผืน ทรายว่า
วันนี้ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า
พวกเขายังคงเดินทางต่อ…กระทั่งถึงแหล่งน้ำ
พวกเขา ตัดสินใจอาบน้ำชำระกาย….พลันคนที่ถูกตบหน้ากลับจมน้ำ

เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอเข้าช่วยชีวิต คนรอดตาย
ยังคงไม่เอ่ยวาจากลับสลักลง ไปบนหินใหญ่….
วันนี้เพื่อนรักช่วยชีวิตฉัน ไว้ ” 

อีกคนไม่เข้าใจถาม ว่า                                                                                                                                                                “ เมื่อถูกฉันตบหน้าเธอเขียนลงทราย…แล้วทำไมเมื่อครู่..ต้องสลักบน หิน

อีกคนยิ้มพรายกล่าว ตอบ

เมื่อถูกเพื่อนรักทำร้ายเราควรเขียนมันไว้บนทราย
ซึ่งสายลมแห่งการให้อภัยจะทำหน้าที่พัดผ่าน…ลบ ล้างไม่เหลือ
แต่เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมายบังเกิดเราควรสลักไว้บน

ก้อนหินแห่งความทรงจำในหัวใจ

ซึ่งจะไม่มีสายลมแรงเพียงใดลบล้างทำลาย….”